พาดูภาพครอบครัว ฟลุ๊ค ไอน้ำ

ฟลุ๊ค – จิตรกร บุญสอน หรือ ฟลุ๊ค ไอน้ำ เชื่อว่าภาพจำของนักร้องสุดฮอต เสียงแหบเสน่ห์ที่พาให้เพลงฮอตทะลุเพดาน กลายเป็นวงดนตรีที่โด่งดังสุดๆในยุคเพลง90s แต่กว่า 8 ปี ที่เขาคนนี้ตัดสินใจเฟดจากวงการกลับไปชีวิต ณ บ้านเกิด จ.บุรีรัมย์ ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว แต่วันนี้ ฟลุ๊ค ตัดสินใจกลับคืนวงการอีกครั้ง กับการเป็นศิลปินเดี่ยว ภายใต้สังกัด Khaosan Entertainment พร้อมความทุ่มเทสุดตัว เพื่อทำสิ่งที่เป็นที่หนึ่งในใจอีกครั้งด้วยการได้ร้องเพลงให้ทุกคนได้ฟัง เขาเปิดใจถึงช่วงเวลาที่หายไปจากหน้าจอ แต่ไม่เคยหายไปจากการร้องเพลง…!!

“8 ปีที่หายไป หลักๆเลยก็ยังมีคอนเสิร์ตอยู่นะ ยังมีรับงานคอนเสิร์ตกับวงที่ผมดึงน้องๆมาทำด้วย ผมก็มีคอนเสิร์ตที่มีแบคอัพไปเล่นให้ทั่วๆไป เหมือนกับว่าเพลงยุคเก่าๆ มันกลับมาช่วง 2-3ปีหลัง ก็เลยทำให้เราได้ไปทำความรู้จักกับหลายๆคนมากขึ้น การย้ายกับไปอยู่บ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ดูแลครอบครัว เด็กๆก็ย้ายจากกรุงเทพฯไปเรียนที่บุรีรัมย์ นอกจากร้องเพลงผมก็ดูแลธุรกิจส่วนตัว ตอนนี้มีร้านตัดผมเป็นบาร์เบอร์ผู้ชาย วัยรุ่นๆหน่อย คือตอนที่ผมทำที่บุรีรัมย์ยังไม่มีร้านตัดผมที่เหมือนกับเป็นศูนย์รวมแฟชั่นที่ให้วัยรุ่นยุคใหม่ได้มารวมตัวกัน ทำมา 2 ปีแล้ว ก็มี 2 สาขาครับ”

ชีวิต “ฟลุ๊ค” เองผ่านในยุคที่เฟื่องฟูมากมาแล้ว มันสามารถเอาชื่อเราไปต่อยอดธุรกิจได้ไหม

“มันเกี่ยวอยู่แล้ว เพราะว่าตอนนั้นตอนเป็น ไอน้ำ เป็นจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว มันคืออะไรที่ทำให้เราพีคสุดตอนนั้นแล้ว แต่ว่าตอนที่เรากลับมา เราขอแค่ว่าคนยังรู้จักเรา เราไม่ได้หายไปไหน เรายังได้เจอกับสิ่งที่เราได้เจอกับสิ่งที่บอกไป คือการร้องเพลงของผมเรายังมีความสุขกับมันอยู่ ยังอยากทำต่อไปเลยๆ ไม่อยากจะหายไป มันสามารถเอาไปต่อยอดอะไรได้ไหม ได้พอสมควรครับ เพราะว่าตอนอยู่บ้าน ก็ผู้ใหญ่สนับสนุนหลายด้าน”

ทำไมถึงตัดสินใจย้ายจากกรุงเทพฯไปอยู่บุรีรัมย์

“ด้วยการใช้ชีวิตของผม มันรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยเหมาะกับกรุงเทพฯเท่าไหร่ อยู่มาประมาณ 12-13ปี รู้สึกว่าพอมีครอบครัวแล้วการขยับขยายในกรุงเทพฯมันลำบาก แล้วก็อยากให้ลูกโตในอากาศที่ดีและปลอดโปร่งสบาย มีพื้นที่อะไรทำกิจกรรมได้หลายๆอย่างง่ายๆ ก็ตัดสินใจกับแฟนว่ากลับไปอยู่บ้านดีกว่า เพราะว่าตอนนั้นพอแยกวงกันแล้วเราก็ไม่ได้มีงานที่จะไปไหนมาไหนบ่อยๆในกรุงเทพฯ ก็เลยตัดสินใจว่ากลับไปอยู่บ้านดีกว่า ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอุปสรรคในการทำงานเลยสำหรับการที่ไปอยู่บุรีรัมย์”

เกี่ยวไหมว่าชีวิตการเป็นอยู่ในกรุงเทพฯมันค่าใช่จ่ายมันสูง

“ด้วยครับ ลูก 2 คน ถามว่าสามารถไหมก็ทำได้แหละ แต่ว่าอยากให้มันอะไรง่ายๆ ต่อการเดินทางด้วยจะไปไหนทำกิจกรรมร่วมกันมันสะดวก จากบ้านไปสนามบอล ไม่กี่นาทีครับ รู้สึกว่าสมัยนี้ในต่างจังหวัดกับในกรุงเทพฯไม่ได้ต่างกันแล้ว หลายๆอย่างของอุปโภคบริโภคทุกอย่างมันเหมือนๆกันหมด สะดวกเหมือนกัน มันไม่ได้ต่างกันแล้ว อยู่ที่บ้านเรามีคนรู้จักมากกว่า มีคนที่คอยดูแล คอยสนับสนุนเราเยอะด้วย อย่างงานของเราก็มีทั่วประเทศ คอนเสิร์ตที่ไกลก็บินเอา”

ตอนที่ตัดสินใจเฟดออกไปจากวงการ ตัดสินใจยากไหม

“ไม่ยากเลยครับ คิดอย่างง่ายคือครอบครัวครับ เราต้องว่างพื้นฐานในอนาคตของครอบครัว มันเป็นปัจจัยง่ายๆที่ทุกคนคิดอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจง่ายว่าจะกลับไปอยู่บ้าน เอาครอบครัวเป็นหลัก”

ในอนาคตจะมีโอกาสได้เห็น “ไอน้ำ” กลับมาทำงานพร้อมหน้าพร้อมตากันไหม

“เราเองก็ยังเจอกันบ่อยๆที่บุรีรัมย์ เพราะกลับไปอยู่ที่นั่นหมดแล้ว ก็ปาร์ตี้กันบ่อยๆ ทุกคนก็ให้กำลังใจผมนะ และบอกให้ผมลุยต่อไป ซึ่งการจะกลับมารวมกันพวกเราก็ยินดี แต่ด้วยภาระหน้าที่ของแต่ละคนที่มีครอบ มีธุรกิจ เรื่องเวลาอาจจะยากหน่อย โอกาสมันมีเสมอแต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคนครับว่าจะสามารถกลับมารวมกันได้ครบหรือเปล่า เราไม่ได้ทะเลาะกันนะ อาจจะมีข่าวไปบ้าง (หัวเราะ) แต่เราปกติกันดีครับ ทำงานอยู่ด้วยกันมา 10 กว่าปี ยังไงมีโอกาสเราก็เจอกันอยู่แล้ว (ยิ้ม)”

การกลับมาครั้งนี้คาดหวังอะไรบ้าง ตอนเป็น “ไอน้ำ” ชื่อเสียงทะลุเพดานมาแล้ว

“ตอนนั้นมีความสุขมากที่ได้รางวัลเพลงอันดับ 1 ทั่วประเทศ ถือว่ามันคือประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว ตอนนี้การกลับมาคืออยากให้แฟนเพลงเก่าๆที่ถามหาอยู่ตลอดเมื่อไหร่จะมีเพลงใหม่ ที่ติดตามเรามาได้ฟังเพลงใหม่อีกครั้งนึง แล้วก็อยากให้คนรุ่นใหม่ๆได้รู้จักเรามากขึ้นด้วย นั่นคือจุดประสงค์หลักจริงๆ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าซิงเกิ้ลก็ทำให้เรามีความสุขมาก มันเหมือนกับมันได้รีสตาร์ทอะไรใหม่ๆ ได้ฟื้นอะไรใหม่ๆ ทำให้เราตื่นเต้นเหมือนอย่างมาสัมภาษณ์สื่อเมื่อก่อนทุกอัลบั้มต้องออกมา ทุกอัลบั้มต้องสัมภาษณ์วิทยุ แต่เดี๋ยวนี้วิทยุหายไป แต่ว่าสื่ออื่นๆก็ยังมีอยู่ ก็ทำให้แบบรู้สึกตื่นเต้นได้กลับมาเจอบรรยากาศเก่าๆบรรยากาศเดิมๆ ทำให้ภาพในหัวเก่าๆ มันกับมาเป็นฉากเป็นฉากเลย”

กลับมาในยุคนี้มีความกลัวไหม

“กระแสตอบรับเหรอครับ คือมันก้าวเลยความกลัวมาแล้ว มันไม่ได้มีอยู่ในหัวเลยว่าจะกลัว ถามว่ากลัวเพลงดังหรือไม่ดังไหม ไม่ได้มีตรงนั้นเลย ผมว่าตลาดของเราแฟนเพลงที่ยังรอเราอยู่ แค่ทุกคนได้รู้จัก ยังเพลงใหม่ของผมก็ถือว่าโอเคแล้ว เพราะว่าการได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง ได้ร้องเพลงให้ทุกคนอีกครั้งหนึ่งมันมีความสุขครับ ผมมีความสุขที่หลายคนบอกว่าคิดถึงเสียงผม ผมภูมิใจมากนะ ดีใจที่ทุกคนยังจำได้ ฟีดแบคเวลาคนคอมเมนต์เข้ามา นึกถึงเมื่อก่อนเลย จุดดประสงค์หลักๆของเราอยากทำให้คนนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ คนฟังเพลงเราก็นึกถึงบรรยากาศเก่าๆด้วย แค่นั้นก็โอเคมากแล้วครับ”

มองวงการเพลงในยุคสมัยนี้ยังไงบ้าง

“ผมว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปครับ การฟังเพลงหลักๆตอนนี้มันมีหลายช่วงอายุ หลายช่วงวัยมาก แนวดนตรีมันไม่ได้มีเหมือนเมื่อก่อนที่เมื่อต้องแมส ต้องเจาะตลาดทุกกลุ่ม ตอนนี้แต่ละกลุ่ม แต่ละคน การฟังเพลงต่างกันนะคนเดียวอาจจะชอบ2-3แนวก็ได้ สื่อโซเชียลมีเยอะ เราสามารถติดตามได้ง่ายๆ ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีนะเพราะว่ามันเป็นกำไรต่อคนฟัง สำหรับพวกเราคนทำเพลงก็ทำเสิร์ฟในกลุ่มของเรา แล้วก็ถามมีกลุ่มอื่นที่ชอบชื่นชอบนั่นก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จเหมือนกันครับ”

จากการที่เราอยู่กับแสงสีเสียงตลอดเวลา ในช่วงนั้นทำให้เราหลงระเริงไปกับมันไหม

“เป็นอยู่แล้วครับ มันเป็นเรื่องง่ายๆ ผมเรียนม.6 อายุ19 แล้วชีวิตเปลี่ยนเลย ยังไม่ได้จะก้าวเข้ามหาวิทยาลัยเลยก็มีทุกๆอย่างเข้ามา เอาพูดตรงๆคือจบม.6 มาแล้วเป็นเด็กบ้านนอก แล้วอยู่ดีๆมาจับเงินหลักล้าน ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันเปลี่ยนไป มันต้องมีธรรมาดาว่าสิ่งที่เราไม่เคยมี สิ่งที่เราไม่เคยได้ เราก็ไขว่คว้าเอามา มันก็เป็นธรรมดาของชีวิตครับ ประสบการณ์มันจะช่วยสอนเอง มันจะช่วยสอนว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้องหรือมันผิด อะไรที่ทำแล้วมันโอเค สิ่งที่เราเคยทำมันไม่ดีนะ มันทำให้คนอื่นเดือนร้อน ทำให้ผลเป็นทอดๆ ทำให้คนอื่นคิดไม่ดีกับเรา มันจะสอนเอง ผมว่าเรื่องทุกอย่างถ้าใช้คำว่าเหลิงได้ ทุกคนมีอยู่แล้วครับ ทุกคนต้องเป็นครับ ซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมก็เป็น ความคิดในวัยนั้นแรกๆมันก็ยังคิดไม่ได้หรอก เพราะมันเร็วมาก พอเปลี่ยนไปแล้วก็เหมือนว่าเราได้มองกลับไป นั่งอยู่แล้วก็คิดวิเคราะห์ตัวเอง เพราะว่าถ้าทำแล้วมันเอ็ฟเฟ็กเยอะมากทำไปมันก็ไม่คุ้ม มันไม่ดี ก็จะหยุดไปเอง”

จากวันนั้นมันสอนอะไรเราบ้าง

“ประสบการณ์ชีวิตครับ หลักทั้งหมดเลยในการใช้ชีวิต หลักๆคือผมใช้ชีวิตมาด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กๆ ออกมาจากบ้านเข้ามาในเมือง หาเงินเรียนเองตั้งแต่ม.ปลายทั้งหมด ทำให้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองแบบได้ลองผิดลองถูกอะไรหลายๆอย่าง ประสบการณ์ทั้งหมดมันช่วยสอนตัวมันเอง ทำให้ทุกวันนี้เราคิดได้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ พอมีครอบครัวแล้วมันทำให้รู้สึกสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเรามันไม่ใช่แค่เราคนเดียวแล้วนะ คิดถึงครอบครัวเป็นหลักก่อนแล้วทุกๆอย่างจะดีมาก”

ถามถึงโปรเจ็กต์กลับทางค่าย Khaosan Entertainment มีอะไรนอกจากซิงเกิ้ล “ถ้าเขาไม่กลับมา” ให้เห็นอีกไหม

“อย่างที่บอกทำเป็นโปรเจ็กต์เดี่ยวเลย อัลบั้มเลยชื่อว่า ที่หนึ่งอีกครั้ง ที่มาที่ไปของชื่อนี้คือ ที่หนึ่ง คือสิ่งที่ผมชอบที่เป็นที่หนี่งคือการร้องเพลง อีกครั้ง คือการกลับมาร้องเพลงอีกครั้งในรอบ 8 ปีในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่คุยกับทางค่ายไว้คือเราไม่ได้มีเพลงนี้เพลงเดียว เราจะทำออกมาเสิร์ฟให้ทุกคนเรื่อยๆ เพลงแรก ถ้าเขาไม่กลับมา ที่ปล่ยออกไปแล้วกระแสตอบรับดีมาก ก็ขอบคุณแฟนๆที่ยังติดตามกันเหมือนเดิม ผมอ่านทุกคอมเมนต์ ดีใจที่แฟนๆบอกว่าเขาเองก็ดีใจที่ไดยินเสียเราอีกครั้ง นั่นคือกำลังใจในการกลับมาครั้งนี้ ผมมีความสุขมากๆ ถามถึงการมีส่วนร่วมกับเพลงนี้คือทั้งหมดเลย เพราะการเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วผมสามารถใส่อะไรไปก็ได้ในเพลงของเรา อย่างเพลง ถ้าเขาไม่กลับมา มันเป็นตัวตนของผมทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเมโลดี้ ทุกอย่างที่ดูโตขึ้นหรือเนื้อหาที่ดูแข็งแรงขึ้น ฐานแฟนก็มีแฟนเก่าๆและแฟนใหม่ๆเพิ่มขึ้น แฟนใหม่ๆที่อาจจะรู้จักผมและได้ยินเพลงผมตอนเป็นไอน้ำก็มาฟังเพลงนี้ เขาชอบ เราก็แฮปปี้ บางคนก็มีมาบอกว่าติดตามมานานแล้ว เสียงเราคือภาพจำของเขา ซึ่งยิ่งทำให้ผมอยากอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อไปนะครับ”